ดินแดนอาทิตย์อุทัยที่สวยงาม

Print
PDF
ปราโมทย์ ประสาทกุล
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

 

10 เมษายน 2558

บนเครื่องบินจากซับโปโร ฮอกไกโด สู่สนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย

เวลาบินประมาณ 6 ชั่วโมง นานขนาดนี้ สำหรับผมไม่มีอะไรดีกว่าเขียนและอ่านหนังสือ เริ่มที่เขียนก่อน วันนี้

ผมอยากเขียนคุยเรื่องญี่ปุ่น แผ่นดินที่ผมเพิ่งบินจากมาสดๆ ร้อนๆ เมื่อครู่นี้เอง

ผมออกเดินทางจากประเทศไทยมาฮอกไกโดเมื่อคืนวันที่ 5 เมษายน ถึงสนามบินซับโปโรตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น

จะว่าไปก็เหมือนว่าผมได้ตามกระแสคนไทยเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงปลายเดือนมีนาคมต่อต้นเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดอกซากุระบานสะพรั่ง กระแสนี้นับว่าแรงมาก ตามข่าว มีคนไทยแห่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อดูดอกซากุระมากถึงสี่ห้าแสนคน

รัฐบาลญี่ปุ่นแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำด้วยการเปิดประเทศเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว อนุญาตให้คนเข้าไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่นได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า แต่ก่อน การจะขอวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นไม่ง่าย ต้องแสดงสถานะทางการเงินเพื่อเป็นหลักประกันในการคัดเลือกนักท่องเที่ยวและป้องกันการหลบหนีเข้าเมือง เข้าประเทศญี่ปุ่นได้ง่ายอย่างนี้ คนไทยก็เปรมสิครับ ยิ่งค่าเครื่องบินด้วยสายการบินต้นทุนต่ำราคาถูกมาก บริษัททัวร์ก็รับนักท่องเที่ยวไทยกันไม่หวาดไม่ไหวสิครับ

ปีนี้ ซากุระบานเร็ว

ซากุระบานเมื่อไรนั้นเป็นข่าวสำคัญของชาวญี่ปุ่น มีรายงานความก้าวหน้าเรื่องการบานของซากุระทางอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา เมื่อวันที่ 1 เมษายน คุณจาดุร อภิชาตบุตร ถ่ายรูปเดี่ยว มีซากุระบานสะพรั่งเป็นฉากหลัง โพสต์ในเฟซบุ๊ค และเขียนกำกับว่า"ใครอยากมาดูซากุระบานก็รีบมานะครับ ปีนี้ซากุระบานเร็วกว่าปีก่อนๆ 3 วัน"

วันที่ 3 เมษายน ศาสตราจารย์ อภิชาติ จำรัสฤทธิรงค์ และภรรยา คุณสุรีวรรณ โพสต์รูปถ่ายใต้ต้นซากุระที่เมืองโตเกียวมาให้เพื่อนชาวเฟซบุ๊คได้ดูกัน ทั้งคู่อยู่ท่ามกลางชาวญี่ปุ่นที่มานั่งชื่นชมดอกซากุระบานสะพรึบสะพรั่ง เพื่อนของผมคู่นี้ตั้งใจไปดูซากุระบานโดยเฉพาะ จึงหาความสุขใต้ต้นซากุระ แวะเวียนไปดูซากุระบานตามสวนสาธารณะต่างๆ ถึง 6 แห่ง ชมความงามของซากุระบานทั้งกลางวันและยามค่ำคืน ดร. อภิชาติ ได้ส่งข้อความประกอบรูปที่ถ่ายกับต้นและดอกซากุระมาว่า "ตอนนี้รู้แล้วว่าชาวญี่ปุ่นรักดอกซากุระของเขามากเพียงไร"

ซากุระจะบานเมื่อหมดฤดูหนาวและเริ่มฤดูใบไม้ผลิ โดยจะบานไล่มาจากทางใต้ของประเทศ สำหรับเกาะฮอกไกโด ที่ผมจะไป ซากุระจะบานเอาโน่น....เดือนพฤษภาคนโน่นนนน.

แสนเสียดาย...ผมจะไม่ได้เห็นซากุระบานในโอกาสที่ได้ไปเยือนญี่ปุ่นเที่ยวนี้!!!

ผมจึงได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า...ที่เมืองไทย เรามีดอกไม้ให้ดูเยอะแยะ ไม้ดอกที่ปลูกรวมไว้ไนพื้นที่เดียวกัน หรือปลูกเรียงรายตามถนนเป็นแนวยาวไกล เมื่อดอกบานสะพรั่งพร้อมๆ กัน ก็จะดูสวยงามน่าตื่นตาตื่นใจทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นหางนกยูง คูนหรือชัยพฤกษ์ ตะแบก เสลา สุพรรณิการ์ ชมพูพันธ์ทิพย์ แคฝรั่ง ฯลฯ

ไม่ได้ดูดอกซากุระ แต่ผมก็ได้เห็นหิมะ ฮอกไกโดในช่วงที่ผมไปเยือนนั้นอยู่ในช่วงปลายฤดูหนาว อากาศหนาวเย็นมาก อุณหภูมิเพียงต่ำสุด 2 องศา และสูงสุด 7 องศาเซนติเกรดเท่านั้น บางวัน ยังมีหิมะโปรยปรายลงมาให้ตื่นเต้นกันอีกด้วย หนาวเย็นขนาดนี้ ซากุระ หรือดอกอะไรอื่นคงไม่มีกะจิตกะใจจะผลิดอกออกใบมาให้ใครได้เชยชมเป็นแน่แท้

สังคมสูงวัยญี่ปุ่น

เมื่อพูดถึงสังคมสูงอายุในอนาคตของไทย ผมชอบยกเอาสังคมญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง

ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด หรือจะกล่าวว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประชากรอายุสูงที่สุดในโลกก็น่าจะได้ ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีประชากรรวมทั้งหมด 127 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นประชากรสูงอายุ 65 ปีขึ้นไปถึงหนึ่งในสี่ หรือราวร้อยละ 25 คิดเป็นจำนวนก็ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน มากนะครับ ดังนั้น เมื่อเราไปเที่ยวญี่ปุ่น จึงจะเห็นคนเฒ่าคนแก่อยู่ทั่วไปหมด

ชาวญี่ปุ่นนับว่ามีอายุคาดเฉลี่ยยืนยาวที่สุดในโลก คือผู้หญิงมีอายุคาดเฉลี่ยราว 86 ปี และผู้ชายราว 80 ปี

เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ในการประชุมวิชาการศตวรรษิกชนแห่งชาติ ซึ่งจัดขึ้นที่สถาบันวิจัยและชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีข้อมูลว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีคนอายุร้อยปีขึ้นไปมากที่สุดในโลก คือมีประมาณ 5 หมื่นกว่าคน

คนอายุร้อยปีขึ้นไป หรือศตวรรษิกชนของญี่ปุ่นเพิ่มจำนวนขึ้นเร็วมาก เมื่อ 50 กว่าปีก่อน ในปี 1963 เมื่อมีการสำรวจศตวรรษิกชนเป็นครั้งแรก นับจำนวนคนอายุร้อยปีขึ้นไปได้เพียง 153 คนเท่านั้น

ในวันที่ประชุม ได้มีการพูดถึงคนที่มีอายุสูงสุดในโลก ได้แก่คุณยายชาวญี่ปุ่นชื่อ มิซาโอะ โอกาวา อายุ 117 ปี (เกิด 5 มีนาคม 1898) น่าเสียใจที่คุณยายเพิ่งเสีียชีวิตไปแล้วเมื่อวันที่ 1 เมษายน นี้เอง

(คุณยายเจอราลีน แทลลี ชาวอเมริกัน ซึ่งจะมีอายุครบ 116 ปีในวันที่ 23 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ ได้เลื่อนอันดับขึ้นมาเป็นผู้สูงอายุสูงสุดในโลกแทน)

ประเทศไทยในอนาคตก็จะดำเนินรอยตามประเทศญี่ปุ่นที่ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น โอกาสที่คนรุ่นใหม่จะมีอายุยืนยาวขึ้นจนเรียกได้ว่าเป็น "ศตวรรษิกชน" ก็จะสูงขึ้น ประมาณว่าปัจจุบันประเทศไทยมีศตวรรษิกชนไม่เกิน 7 พันคน อีก 20 ปีข้างหน้า ศตวรรษิกชนไทยจะต้องมีเพิ่มมากขึ้นเป็นหลายหมื่นคนอย่างแน่นอน

ไปเยี่ยมชมกิจการดูแลผู้สูงอายุ

ผมไปญี่ปุ่นกับสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

คณะของเราได้ไปเยี่ยมดูงานศูนย์ดูแลผู้สูงอายุของชุมชนใกล้เมืองโทยา ศูนย์นี้เป็นอาคารชั้นเดียว 3 หลังเชื่อมต่อกัน พื้นและทางเดินราบเรียบ ไม่มีขั้นบันไดหรือพื้นต่างระดับเลย ภายในตัวอาคารสะอาดสะอ้าน มองไม่เห็นจุดใดที่มีฝุ่นจับ ผมไม่ได้เป็นหวัด จึงเชื่อได้ว่าที่ผมไม่ได้กลิ่นอะไรเลยในตอนนั้นเป็นเพราะความสะอาดของสถานที่อย่างแน่นอน

ศูนย์นี้ดูแลผู้สูงอายุราว 50 คน โดยผู้ดูแลอาชีพ 7 คนที่ผ่านหลักสูตรฝึกอบรม 1-2 ปีมาแล้ว ศูนย์ไม่มีแพทย์ประจำ แต่จะมีแพทย์มาที่ศูนย์อาทิตย์ละสองวัน เทศบาลออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของศูนย์ โดยให้เอกชนบริหารงาน

ผู้สูงอายุในศูนย์นี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก เป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี อยู่กันเป็นคู่ มีห้องเป็นส่วนตัว

กลุ่มสองเป็นผู้สูงอายุที่เริ่มช่วยตัวเองไม่ได้ มีความพิการ บางคนเป็นโรคสมองเสื่อม และมีบางคนต้องนอนติดเตียงต้องการการดูแลใกล้ชิด ผู้สูงอายุกลุ่มนี้อยู่ในหน่วยดูแลพิเศษ ห้องละ 4 เตียง

อีกกลุ่มหนึ่งเป็นผู้สูงอายุที่มาที่ศูนย์แบบไปเช้าเย็นกลับ ทางศูนย์มีรถรับส่ง ที่ศูนย์มีกิจกรรมให้ทำและได้มีโอกาสมาพบปะเข้าสังคมกัน หน่วยดูแลกลางวันนี้เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงศุกร์

ผู้ที่อายุสูงสุดในศูนย์นี้เป็นคุณยายอายุ 99 ปีที่จะครบ 100 ปีในเดือนสิงหาคมนี้แล้ว คุณยายยังแข็งแรงและอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ได้ร้องเพลงซากุระให้พวกเราฟัง

ถามเขาว่าในประเทศญี่ปุ่นมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุอย่างนี้สักกี่แห่ง "คงจะเป็นพันเป็นหมื่นแห่งละมั้ง ผมไม่รู้ตัวเลขแน่นอน แต่ทุกเทศบาลก็จะมีศูนย์อย่างนี้คอยดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่"

คนญี่ปุ่นมีระเบียบวินัยดีจังเลย

ผมพักที่โรงแรมริมทะเลสาบโทยา กินอาหารเช้าเย็นที่นั่นหลายมื้อ ทุกครั้งที่เดินเข้าร้านอาหาร พนักงานหลายคนคอยยืนกล่าวต้อนรับแขกอย่างกระตือรือร้น โค้งคำนับอย่างนอบน้อม

มีคุณยายสูงอายุ 2-3 คนยืนประจำอยู่ที่ซุ้มข้าวปั้น และหม้อซุบหลากชนิด คุณยายยืนปั้นข้าวใส่ไส้ปลาป่นเค็มห่อด้วยสาหร่ายอย่างมีความสุข อีกคนคอยบริการตักซุบใส่ถ้วยพร้อมชี้เชิญให้ใส่เครื่องเคียง เช่นสาหร่าย ต้นหอม ด้วยหน้าตายิ้มแย้ม ผมชื่นชมที่ญี่ปุ่นใช้แรงงานผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสม

คิดถึงกิริยาที่ชาวญี่ปุ่นต้อนรับและอำลาแขกผู้มาเยือนแล้วก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้ เมื่อตอนไปเยี่ยมศูนย์ดูแลผู้สูงอายุก็ทีหนึ่งแล้ว ไปถึง ตัวผู้จัดการและพนักงานอีก 4-5 คนมายืนเรียงแถวโค้งคำนับต้อนรับอยู่ตรงหน้าประตูทางเข้า ถึงตอนพวกเราจะกลับ ผู้จัดการพร้อมพนักงานก็มายืนเรียงแถวโค้งคำนับส่งพวกเราข้างนอกอาคารทั้งๆที่อุณหภูมิตอนนั้นก็หนาวเย็น ยืนโบกมืออำลาจนพวกเราลับตา

ที่หน้าซุปเปอร์มาร์เก็ต ในศูนย์การค้า ผมสังเกตเห็นหญิงสูงอายุ 2 คนมาพบกัน เธอยืนคุยกัน ระหว่างการสนทนา ต่างโค้งให้กันไปมา เรียกว่าแลกโค้งกันไม่รู้สักกี่ครั้ง (ลืมนับ) กว่าจะแยกจากกันได้

ผมสังเกตว่าคนญี่ปุ่นคุยกันด้วยเสียงไม่ดังนัก ได้ยินแต่เสียงตอบรับว่า "ไฮ่ ไฮ่ ไฮ่" เท่านั้นที่ดังหนักแน่น ผมไม่มีประสบการณ์การใช้ชีวิตยาวนานในประเทศญี่ปุ่น จึงไม่แน่ใจ ถ้าจะพูดว่าคนญี่ปุ่นไม่เอะอะ ไม่โวยวาย จะถูกต้องหรือเปล่า

ผมสังเกตเห็นบ้านเมืองญี่ปุ่นที่สะอาดสะอ้าน ไม่มีซอกมุมที่ดูรกรุงรัง ตามถนนหนทางไม่มีเศษขยะให้เห็น ถังขยะมีวางอยู่ทั่วไป และคนก็ใช้ถังขยะเหล่านั้น ห้องน้ำในประเทศญี่ปุ่นสะอาดทุกแห่ง ชาวญี่ปุ่นมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการทำส้วมที่ล้ำหน้า

คนญี่ปุ่นมีระเบียบวินัยดีจริงๆ เราจะเห็นชาวญี่ปุ่นเข้าแถวเรียงคิวกันทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเป็นธรรมชาติ

เขียนมาถึงตรงนี้ เครื่องบินคงเลยเขตแดนของประเทศญี่ปุ่นมาไกลโขแล้ว นึกสงสัยตัวเองว่าเราจะหลงชื่นชมชาวญี่ปุ่นเกินเลยไปหรือเปล่า เห็นแต่สิ่งดีๆ ของชาวญี่ปุ่น ไม่มีส่วนที่ไม่ดีบ้างเลยหรือ ผมคิดว่า... ชาวญี่ปุ่นก็เหมือนกับชนทุกชาติทุกภาษาที่มีทั้งข้อดีข้อเสีย จะให้ดีไปเสียทั้งหมดย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่...ผมผู้มีประสบการณ์ในประเทศนี้เพียงไม่กี่วัน ได้สังเกตเห็นแต่สิ่งดีๆ ของชาวญี่ปุ่น ยังไม่มีโอกาสได้เห็นข้อเสียของชาวญี่ปุ่น เช่นผู้ชายชอบกลับบ้านดึก เลยครับ